วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

การอ่านในชีวิตประจำวัน

การอ่านในชีวิตประจำวัน
การอ่านจับใจความสำคัญ
๑. อ่านอย่างสำรวจทั้งเล่มหรือทั้งตอน
๒. ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่าน
๓. มีความรู้ในเรื่องที่อ่าน
๔. ทำความเข้าใจใจความที่อ่าน
การอ่านตีความ
๑. อ่านเรื่องให้ละเอียด
๒. พิจารณาความหมายของคำ
๓.พิจารณาสัญลักษณ์ในเรื่อง
๔. จัดลำดับใจความ
มารยาทในการอ่าน
๑. ไม่รบกวนผู้อื่น
๒. ไม่อ่านงานเขียนส่วนตัวของผู้อื่น
๓. ไม่ทำหนังสือชำรุด


การพัฒนาทักษะการอ่าน

การอ่านถือว่าเป็นเครืื่องมือที่จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ได้ดี ผู้ที่อ่านบ่อย อ่านมาก จะมีความคิดที่กว้างไกล สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ง่าย การอ่านเป็นทักษะที่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน การจะอ่านได้ดีจึงควรเข้าใจศิลปะในการเลือกใช้คำ เเพื่อให้อ่านเข้าใจสารที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

การอ่านออกเสียงแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ การอ่านออกเสียงร้อยแก้ว และ การอ่านออกเสียงร้อยกรอง
การอ่านออกเสียงร้อยแก้ว เราควรศึกษาเรื่องก่อนอ่าน อ่านเสียงดังพอเหมาะ อ่านให้ถูกต้องและเป็นธรรมชาติ ใช้น้ำเสียงเหมาะสมกับเรื่อง
 การอ่านออกเสียงร้อยกรอง อ่านให้ถูกต้องตามลักษณะบังคับ ออกเสียงให้ชัดเจน อ่านเสียงดังพอเหมาะ อ่านพยางค์เกินให้เร็วและเบา เอื้อนและทอดเสียงให้ช้าลงเมื่อจบบท

วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

02-pdf

ฎ กับ ฏ ใช้อย่างไร

หนุมานหาวเป็นดาว เดือนจริงหรือ

๑.เว็บไซต์โรงเรียนสบปราบพิทยาคม 
๒.เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ)
๓.เว็บไซต์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๕
๔.เว็บไซต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สวัสดีคำนี้มีที่มา 
ผู้ที่ริเริ่มใช้คำว่า “สวัสดี” คือ พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) โดยพิจารณามาจากศัพท์ “โสตถิ” ในภาษาบาลี หรือ “สวัสติ” ในภาษาสันสกฤต โดยได้เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะที่พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2486 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นเห็นชอบให้ใช้คำว่า “สวัสดี” เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2486 เป็นต้นมา
      “สวัสดี” เป็นภาษาสันสกฤต มาจากคำว่า “สุ” เป็นคำอุปสรรค (คำเติมหน้าศัพท์ที่ทำให้ความหมายของศัพท์เปลี่ยนแปลงไป) แปลว่า ดี งาม หรือ ง่าย และคำว่า “อสฺติ” เป็นคำกิริยาแปลว่า มี แผลงคำว่า “สุ” เป็น “สว” (สฺวะ) ได้โดยเอา “อุ” เป็น “โอ” เอา “โอ” เป็น “สฺว” ตามหลักไวยากรณ์ แล้วสนธิกับคำว่า “อสฺติ” เป็น “สวสฺติ” อ่านว่า สะ-วัด-ติ แปลว่า “ขอความดีความงามจงมี (แก่ท่าน)”
http--p1.s1sf.com-ca-0-ud-184-921453-2006101612651160971565_815C7
      พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้ปรับเสียงของคำว่า “สวสฺติ” ที่ท่านได้สร้างสรรค์ขึ้นให้ง่ายต่อการออกเสียงของคนไทย จากคำสระเสียงสั้น (รัสสระ) ซึ่งเป็นคำตาย มาเป็นคำสระเสียงยาว (ทีฆสระ) ซึ่งเป็นคำเป็น ทำให้ฟังไพเราะ รื่นหูกว่า จึงกลายเป็น “สวัสดี” ใช้เป็นคำทักทายที่ไพเราะและสื่อความหมายดีๆ ต่อกันของคนไทย ส่วนคำว่า “ราตรีสวัสดิ์” ซึ่งเป็นคำแปลจากคำว่า “good night” ซึ่งเป็นคำลาในภาษาอังกฤษ ได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เช่นกัน โดยกำหนดให้คนไทยทักกันตอนเช้าว่า “อรุณสวัสดิ์” มาจากคำว่า “good morning” และให้ทักกันในตอนบ่ายว่า “ทิวาสวัสดิ์” มาจากคำว่า “good afternoon” ส่วนตอนเย็นให้ทักกันว่า “สายัณห์สวัสดิ์” มาจากคำว่า “good evening” แต่เนื่องจากต้องเปลี่ยนไปตามเวลา จึงไม่เป็นที่นิยม คนไทยนิยมใช้คำว่า “สวัสดี” มากกว่า เพราะใช้ได้ตลอดเวลา แต่กระนั้น คนไทยก็ยังคงใช้อยู่บ้างบางคำคือ คำว่า อรุณสวัสดิ์ และราตรีสวัสดิ์
      คำว่าสวัสดีนั้นจะทำหน้าที่ทั้งการทักทาย และอวยพรไปในคราวเดียวกัน และเมื่อเรากล่าวคำว่าสวัสดี คนไทยเรายังยกมือขึ้นประนมไหว้ตรงอก มือทั้งสองจะประสานกันเป็นรูปดอกบัวตูม เหมือนสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงสิ่งสูงค่าที่เป็นมงคล เพราะชาวไทยใช้ดอกบัวในการสักการะผู้ใหญ่ บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนการวางมือไว้ตรงระดับหัวใจนั้น เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกให้เห็นว่า การทักทายนั้นมาจากใจของผู้ไหว้
      ดังนั้น เมื่อกล่าวคำว่าสวัสดีพร้อมกับการยกมือขึ้นประนม จึงแฝงให้เห็นถึงความมีจิตใจที่งดงามของคนไทย ที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำที่งดงามของคนไทยที่หวังให้ผู้อื่นพบเจอแต่ในสิ่งที่ดี ซึ่งการกระทำที่งดงามดังกล่าวนี้ ถือเป็นมงคลต่อทั้งตัวผู้พูดและผู้ฟัง และยังสามารถเพิ่มเสน่ห์ในตัวบุคคลได้อีกด้วย